"ราชินีมูลนิธิ" ได้จัดตั้ง "ระเบียบราชินีมูลนิธิ" ว่าด้วยการบริหารเงินทุนสวัสดิการครูและพนักงาน พุทธศักราช 2520 ขึ้น และได้อนุมัติให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2521 เป็นต้นมา
คณะกรรมการ บริหารเงินทุนจะพิจารณาการกู้ตามข้อ 7 แห่งระเบียบ ซึ่งกำหนดความสำคัญแห่งกรณีโดยลำดับดังต่อไปนี้
1. เจ็บป่วยหรือตาย
2. ประสบภัยพิบัติ เช่น อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย โจรภัย
3. คลอดบุตร
4. คู่สมรส บุตร บิดาหรือมารดาของสมาชิก เจ็บป่วยหรือตาย
5. การศึกษาของบุตร หรือบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ครูไม่มีบุตรของตนเอง
6. ชำระหนี้สินที่เกิดจากความจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้
7. การสมรส
8. สร้าง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย
9. เพื่อการศึกษาต่อหรือเพิ่มเ้ติม

เงินสมทบและสิทธิประโยชน์จากกองทุนสงเคราะห์

การส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์
1

การส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ มีวิธีการและหลักเกณฑ์ดังนี้
- ต้องบรรจุเป็นครูถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525
- เป็นครูในโรงเรียนประเภทสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา และโรงเรียนที่จัดเป็นรูปแบบการศึกษาสงเคราะห์เฉพาะที่ใช้หลักสูตรของ กระทรวงศึกษาธิการ
- ครูที่เป็นพระภิกษุ หรือครูที่ทำการสอนโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงหรือสอนเป็นครั้งคราวไม่ต้องส่งเงินสมทบ
- ครูที่บรรจุในวันที่ 1 – 15 ของเดือน ให้ส่งเงินสมทบประจำเดือนนั้น โดยคำนวณร้อยละสาม จากเงินที่ได้รับตามสัดส่วนเงินเดือนสำหรับ ครูที่บรรจุหลังวันที่ 15 ของเดือน ให้ส่งเงิน สมทบตั้งแต่เดือนถัดไป (ทำงานไม่ถึงครึ่งเดือนไม่ต้องส่ง)
- กรณีที่เป็นครูหลายโรงเรียนในขณะเดียวกัน เช่น รอบเช้าและรอบบ่าย ให้ส่งเงินสมทบเฉพาะแห่งที่บรรจุก่อนเพียงแห่งเดียว หากบรรจุวัน เดียวกัน ให้ส่งเงินสมทบแห่งที่อัตราเงินเดือนสูง
- เงินที่ต้องส่งสมทบร้อยละ 3 นั้น คำนวณจากเงินเดือนโดยตรง ไม่รวมเงินอื่นที่เป็นลักษณะเพิ่มพิเศษ
- ผู้รับใบอนุญาต ต้องหักเงินร้อยละ 3 ของเงินเดือนของครูทุกเดือนเป็นรายเดือน พร้อมสมทบส่วนของผู้รับใบอนุญาตเท่ากับเงินสมทบของ ครูทุกคนรวมกัน นำส่งสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป หากส่งช้าเกินกำหนดนี้ ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อ
เดือน (หากวันที่ 10 เป็นวันหยุดราชการหรือวันหยุดธนาคาร ให้ส่งในวันแรกที่เปิดทำการถัดไปได้)
- การคิดเงินเพิ่ม (ค่าปรับ) นั้น เศษของเงินเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ผู้รับใบอนุญาตต้องเป็นผู้รับผิดชอบ การเสียเงินเพิ่มนี้ครูไม่ต้องรับผิดชอบแต่ ประการใด
- หากผู้รับใบอนุญาตมีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถนำส่งเงินสมทบได้ทันเวลาก็สามารถขอผ่อนผันรัฐมนตรีได้เมื่อได้รับอนุญาตผ่อนผันก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 2 ดังกล่าว

การเบิกจ่ายเงินเลี้ยงชีพ
1
     การเบิกจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพกระทำได้เมื่อครูออกจากโรงเรียน และมีความประสงค์ที่จะขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพ จะเบิกจ่ายเป็น 2 ประเภท ดังนี้

เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1

     ครูจะขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 ได้เมื่อลาออกจากโรงเรียนทุกกรณีเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินที่ครูส่งเงินสมทบไว้พร้อมดอกเบี้ยของเงินจำนวนนั้น
การยื่นคำร้องขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 นี้ไม่มีกำหนดเวลา จะขอรับเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่ควรนานเกินไป

เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2

     การเบิกจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 จะจ่ายให้ครูเป็นจำนวนเท่ากับส่วนของผู้รับใบอนุญาต และส่วนของรัฐรวมกัน (3 เท่าของเงินสมทบ) ไม่รวมดอกเบี้ย การขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 นี้ ครูจะได้รับทั้งเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 และ 2 รวมกันโดยจะมีสิทธิได้รับเมื่อออกจากโรงเรียน ในกรณีต่อไปนี้

1. กรณีลาออกเมื่อมีเวลาทำงานครบ 5 ปีขึ้นไป และส่งเงินสมทบสม่ำเสมอตั้งแต่ 60 งวดขึ้นไป
2. กรณีโรงเรียนเลิกกิจการและต้องไม่ลาออกก่อนวันที่โรงเรียนเลิกกิจการ
3. กรณีโรงเรียนเลิกกิจการปีละชั้นหรือปีละระดับ (บุบชั้นเรียน) และต้องลาออกจาก
โรงเรียนวันเดียวกับวันที่โรงเรียนยุบชั้นเรียน
4. กรณีลาออกเนื่องจากทุพพลภาพ ครูจะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ทางราชการรับรอง
5. กรณีครูถึงแก่กรรม

     กรณีที่ 2-5 จะมีเวลาการเป็นครูและส่งเงินสมทบเท่าใดก็ได้ (แต่ต้องส่งเงินสมทบครบทุกเดือนตลอดระยะเวลาที่เป็นครู)การใช้สิทธิขอรับเงินทุนเลี้ยง ชีพประเภท 2 ทั้ง 2 กรณี จะต้องใช้สิทธิภายใน 5 ปี นับจากวันที่ออกจากงานการยื่นคำร้องขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 และ 2 ครูใน กรุงเทพมหานครให้ยื่นคำร้องที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนโดยตรง สำหรับครูในส่วนภูมิภาคให้ยื่นคำร้องผ่านสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ หรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อตรวจสอบและนำส่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน โดยไม่ต้องผ่านโรงเรียนแต่ประการใด

การโอนเงินทุนเลี้ยงชีพ
1
     ครูโรงเรียนเอกชนที่ออกจากโรงเรียนแห่งหนึ่งไปบรรจุในโรงเรียนเอกชนอีกแห่งหนึ่ง หรือโรงเรียนเดิมถ้ายังไม่ถอนเงินทุนเลี้ยงชีพ มีสิทธิโอนเงินทุนเลี้ยงชีพไปสมทบกับโรงเรียนแห่งใหม่ได้โดยต้องลาออกและกลับมาบรรจุเป็นครูใหม่ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ออกจากการเป็นครูครั้งสุดท้าย การนับเวลาต่อกันนั้นจะนับเฉพาะเวลาที่เป็นครูและส่งเงินสมทบเท่านั้น เวลาที่ไม่ได้บรรจุเป็นครูจะไม่นับรวม
หมายเหตุ :
     ครูที่บรรจุก่อนเดือนมิถุนายน 2521 และส่งเงินสมทบไว้กับธนาคารออมสิน จะต้องเก็บสมุดคู่ฝากธนาคารออมสินที่มีรายละเอียดการส่งเงินสมทบ เป็นรายเดือน หรือสำเนาการ์ดที่มีรายละเอียดการส่งเงินสมทบเป็นรายเดือนไว้ เพื่อเป็นหลักฐานในการคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 เมื่อลาออก

สวัสดิการครูโรงเรียนเอกชน
1

หลักเกณฑ์การเบิกเงินสวัสดิการ

1. ผู้ใช้สิทธิจะต้องเป็นครูบรรจุถูกต้องตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525
2. ครูจะมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการต่าง ๆ หลังจากส่งเงินสมทบแล้ว 30 วัน และส่งเงินสมทบสม่ำเสมอติดต่อกันจนถึงวันที่ใช้สิทธิ
3. มีสิทธิเบิกให้ตนเอง คู่สมรส มารดาผู้ให้กำเนิด บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
4. กรณีคู่สมรส รวมถึงบิดา มารดา มีสวัสดิการจากหน่วยงานที่สังกัด ให้ใช้สวัสดิการจากหน่วยงานนั้น
5. กรณีคู่สมรสฝ่ายชายมีสวัสดิการจากหน่วยงานที่สังกัด ให้ใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการสำหรับบุตรจากต้นสังกัดฝ่ายชายก่อน ถ้าเบิกได้ไม่เต็มจำนวน สามารถนำส่วนที่เกินไปเบิกจาก สช. ได้
6. กรณีคู่สมรสหย่าขาดจากกัน ให้ฝ่ายที่มีอำนาจปกครองบุตรตามกฎหมายเป็นผู้ใช้สิทธิเบิก

ข้อควรทราบเกี่ยวกับบิดาและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

บิดา ที่จะนำมาใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล จะต้องจดทะเบียนสมรสกับ
มารดา หรือจดทะเบียนรับรองบุตรถูกต้องตามกฎหมาย
บุตรของครูชาย จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ต้องจดทะเบียนสมรสกับมารดาบุตร หรือจดทะเบียนรับรองบุตร ซึ่งจะสมบูรณ์นักจากวันที่จดทะเบียน
บุตรของครูหญิง บุตรที่เกิดจากหญิงใด จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณี ไม่ว่าจะ
จดทะเบียนสมรสหรือไม่


สินเชื่อโครงการโรงเรียนเอกชน
1

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือและแบ่งเบาปัญหาความเดือนร้อนของครูโรงเรียนเอกชนโดยแบ่งออกเป็นประเภทดังนี้

1. กู้เพื่อพัฒนาโรงเรียน

     ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขอเพื่อต่อเติม ซ่อมแซม หรือขยายกิจการของโรงเรียนอัตราดอกเบี้ย Prime Rate - 1 ต่อปี (เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามอัตราของธนาคารกรุงไทย จำกัด)

2. กู้เพื่อเคหะสงเคราะห์

     ครูโรงเรียนเอกชนเป็นผู้ขอกู้เพื่อปลูกบ้านหรือเพื่อขยาย ต่อเติม ซ่อมแซมอาคารที่อยู่อาศัย ไถ่ถอน ที่ดิน หรืออาคารพร้อมที่ดิน วงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารกรุงไทย จำกัด บวก 1.75 ต่อปี

3. กู้เพื่อสวัสดิการทั่วไป

     ครูโรงเรียนเอกชนเป็นผู้ขอกู้ เพื่อช่วยเหลือแก่ครูเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น กู้ได้ไม่เกิน 6 เท่าของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 30,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเท่าอัตราเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารกรุงไทย จำกัด บวก 1.75 ต่อปี
การกู้ 2 ประเภทหลัง ครูผู้กู้จะต้องทำงานไม่ต่ำกว่า 2 ปีและมีเงินสมทบไม่ต่ำกว่า 24 งวด


เงินทดแทนและค่าทดแทน
1

     เมื่อครูประสบอันตรายถึงกับเจ็บป่วย หรือเจ็บป่วยถึงแก่ความตาย หรือสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการทำงานให้แก่โรงเรียน หรือเนื่องจากโรคอันเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน ครูหรือทายาทจะได้รับค่าทดแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ เช่น กรณีครูได้รับอนุญาตพาเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษานอกสถานที่ประสบอุบัติเหตุเสียอวัยวะแขนขาด จะได้รับเงินทดแทนตามระเบียบ
กรณีโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากครู สมุดบัญชีเงินฝากออกทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด ต้องปรับยอดเงินให้เป็นปัจจุบันก่อนนำไปเบิกเงินกองทุนสงเคราะห์

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกองทุนและสวัสดิการ
ฝ่ายสวัสดิการ โทร. 282-9571 , 282-9579 หรือ 282-6597 ต่อ 131 , 132 , 134 โทร. 282-7158
ฝ่ายกองทุน โทร. 281-6597 ต่อ 125 , 126
ฝ่ายเงินทุนหมุนเวียน โทร. 282-6579 ต่อ 128
ฝ่ายพัฒนากองทุนและสวัสดิการ โทร. 282-6579 ต่อ 133 โทรสาร 282-9579


สวัสดิการครูในรูปของมูลนิธิและกองทุนของคุรุสภา
1

     พระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ได้กำหนดไว้ในมาตรา 6(4) ว่าคุรุสภามีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมให้ครูได้รับสวัสดิการต่าง ๆ พอสมควร ซึ่งคุรุสภาไดดำเนินการจัดสวัสดิการตามบทบาทหน้าที่เพื่อเป็นการเสริมหรือเพิ่มเติมสวัสดิการที่ครูได้รับจากต้นสังกัดอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ครูได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครูในการประกอบวิชาชีพและการดำเนินชีวิต
การให้ความช่วยเหลือครูทางด้านสวัสดิการนั้นมีอยู่หลายเรื่อง เช่น กรณีครูถูกทำร้ายประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ประสบอัคคีภัยหรือภัยธรรมชาติ การให้ทุกการศึกษาบุตรสมาชิกคุรุสภารวมทั้งการยกย่องเชิดชูเกียรติคุณครูและการพัฒนาคุณภาพครู งานต่าง ๆ เหล่านี้คุรุสภาได้จัดขึ้นในรูปของกองทุนและมูลนิธิ ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคง และเพื่อให้การช่วยเหลือตามเงินดอกผลของมูลนิธิและกองทุนที่จะมีขึ้น
สวัสดิการครูในรูปของกองทุนและมูลนิธิที่คุรุสภาดำเนินการอยู่ในปัจจุบันมีดังนี้

1. มูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์

     คุรุสภาจัดตั้งมูลนิธิช่วยครูอาวุโสในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้น เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณครูที่ทำการสอนจนมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และมีเวลาทำการสอนไม่น้อยกว่า 30 ปี ให้เป็นครูอาวุโสได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในช่วงสุดท้ายของการปฏิบัติงาน เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติในโอกาสเดียวกัน ครูอาวุโสที่มีฐานะยากจนจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินรายละ 10,000 บาท ส่วนจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินปีละกี่ราย ขึ้นอยู่กับดอกผลของเงินมูลนิธิ
สมาชิกคุรุสภาที่จะขอเป็นครูอาวุโส ต้องมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ภายในเดือนกันยายนของปีที่ยื่นขอเป็นครูอาวุโส และมีเวลาเป็นครูในสถานศึกษาไม่น้อยกว่า 30 ปี สำหรับผู้ที่ไปดำรงตำแหน่งอื่นที่เกี่ยวกับการศึกษาต้องมีเวลาเป็นครูไม่น้อยกว่า 10 ปี และยื่นความประสงค์ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี โดยมีหลักฐานประกอบการยื่นขอเป็นครูอาวุโส ดังนี้

1. แบบหนังสือขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติตามที่มูลนิธิกำหนด
2. สำเนาสมุดประวัติการเป็นครู ตั้งแต่เริ่มบรรจุถึงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยมีผู้บังคับบัญชาลงนามรับรอง

      สำหรับผู้ขอเป็นครูอาวุโสที่มีความประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจะต้องยื่นหลักฐานเพิ่มเติม ดังนี้

1. แบบหนังสือขอรับความช่วยเหลือทางการเงินตามที่มูลนิธิกำหนด
2. สำเนาทะเบียนบ้าน

     นอกจากนี้ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ยังเปิดโอกาสให้ครูที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และไม่ได้ยื่นเรื่องขอเป็นครูอาวุโสได้อีกครั้งหนึ่ง ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป แต่จะมีสิทธิได้รับเฉพาะเครื่องหมายเชิดชูเกียรติและประกาศนียบัตร

2. มูลนิธิช่วยเหลือสมาชิกคุรุสภาผู้ประสบอัคคีภัยและภัยธรรมชาติ
      อัคคีภัยและภัยธรรมชาติ เป็นภัยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด คุรุสภาได้ตระหนักถึงความเลวร้ายของภัย ดังกล่าว จึงได้จัดตั้งมูลนิธิช่วยเหลือสมาชิกคุรุสภาที่ประสบภัยดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ดังนี้

ประสบอัคคีภัย ให้ความช่วยเหลือในกรณีที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์สินในการครองชีพได้รับ
ความเสียหายรายละไม่เกิน 7,500 บาท
ประสบวาตภัย ให้ความช่วยเหลือกรณีที่อยู่อาศัยเสียหายรายละไม่เกิน 4,000 บาท
ประสบอุทกภัย ให้ความช่วยเหลือกรณีที่อยู่อาศัยเสียหายรายละไม่เกิน 4,000 บาท
ประสบภัยจากเหตุการณ์ชายแดน ให้ความช่วยเหลือรายละไม่เกิน 4,000 บาท

     สมาชิกคุรุสภาที่ประสบภัยดังกล่าว ต้องยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประสบภัยโดยมีหลักฐานประกอบการขอรับความช่วยเหลือ ดังนี้

1. แบบหนังสือขอรับความช่วยเหลือในการประสบอัคคีภัยและภัยธรรมชาติ ตามที่มูลนิธิกำหนด
2. สำเนาทะเบียนบ้านที่ประสบภัยและอาศัยอยู่เป็นประจำ โดยมีการรับรองสำเนา
3. สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภา ประเภทชำระเงินค่าบำรุงตลอดชีพหรือสำเนาบัตรประจำตัว สมาชิกคุรุสภาชำระเงินค่าบำรุงรายปี พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าบำรุงสมาชิกคุรุสภารายปี โดยให้มีผู้รับรองด้วย
4. หนังสือรับรองวัน เดือน ปี ที่ประสบภัยจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น

3. มูลนิธิช่วยครูที่ประสบภัยจากการก่อเหตุร้าย

     สมาชิกคุรุสภาหลายรายได้ประสบภัยจากการก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของโจรผู้ร้ายโจรก่อการร้ายหรือภัยจากการสู้รบ ทำให้สมาชิกบางรายถึงแก่ชีวิต บางรายได้รับบาดเจ็บสาหัส บางรายถูกจับตัวไป ต้องเสียขวัญและกำลังใจ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ คุรุสภาจึงจัดตั้งมูลนิธิช่วยครูที่ประสบภัยจากการก่อเหตุร้ายขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือสมาชิกคุรุสภาผู้ประสบภัยดังกล่าว กรณีถึงแก่ความตาย ไม่เกินรายละ 12,000 บาท กรณีถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ ไม่เกินรายละ 10,000 บาท และกรณีถูกจับตัวไปอันเนื่องจากการกระทำของการก่อเหตุร้าย ไม่เกินรายละ 5,000 บาท

      สมาชิกคุรุสภาที่ประสบภัยดังกล่าว ต้องยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เกิดเหตุ โดยมีหลักฐานประกอบการขอรับความช่วยเหลือ ดังนี้

1. แบบคำขอรับความช่วยเหลือในกรณีที่ประสบภัยจากการก่อการร้ายตามที่มูลนิธิกำหนด
2. หลักฐานของทางราชการที่แสดงว่าได้ประสบภัย
3. ใบมรณบัตรกรณีถึงแก่กรรม หรือใบรับรองแพทย์กรณีได้รับบาดเจ็บ

4. มูลนิธิรางวัลคุรุสภา

     คุรุสภาจัดตั้งมูลนิธิรางวัลคุรุสภาเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติคุณครูผู้ปฏิบัติงานมีผลงานดีเด่นด้านการสอนหรือการบริหารการศึกษา สร้างคุณประโยชน์ด้านการศึกษาให้แก่ประเทศชาติ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครู และเพื่อส่งเสริมขวัญและกำลังใจแก่ครู ที่เสียสละบำเพ็ญประโยชน์ต่อการศึกษา โดยมูลนิธิรางวัลคุรุสภาได้จัดสรรเงินรางวัลให้แก่ครูผู้ได้รับการคัดเลือก จำนวน 9 รางวัล ๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท

5. มูลนิธิช่วยการศึกษาบุตรสมาชิกคุรุสภา

     การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้ปกครองทุกคนหวังจะเป็นหลักประกันชีวิตแก่บุตรและธิดาของตน คุรุสภาได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ตั้งมูลนิธิช่วยการศึกษาบุตรสมาชิกคุรุสภาขึ้น เพื่อให้ทุนการศึกษาบุตรสมาชิกคุรุสภาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้เข้าเรียนต่อในระดับ มัธยมศึกษา ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ติดต่อกันไปจนจบหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญหรือสายอาชีพอีก 3 ปี โดยระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นได้รับทุนปีละ 1,500 บาท และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญหรือสายอาชีพอีก 3 ปี ๆ ละ 2,000 บาท
สมาชิกคุรุสภาที่จะขอรับทุน ต้องยื่นความประสงค์ภายในเดือนมกราคมของทุกปี โดยมีหลักฐานประกอบการยื่นขอรับทุน ดังนี้

1. แบบขอรับทุนการศึกษาบุตรสมาชิกคุรุสภาตามที่มูลนิธิกำหนด
2. สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภา
3. สำเนาทะเบียนบ้าน

6. มูลนิธิ บุณยเกตุ

     คุรุสภาจัดตั้งมูลนิธิทวี บุญยเกตุ ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ผู้ให้กำเนิดคุรุสภามูลนิธินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา สายสามัญและสายอาชีพที่ยากจน เรียนดี และประพฤติดี ในลักษณะไม่ต่อเนื่องทุนละ 5,000 บาท สำหรับจำนวนทุนนั้นมูลนิธิจะประกาศให้ทราบ เป็นคราว ๆ ไป นักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่จะขอรับทุน ต้องยื่นความประสงค์ภายในเดือนมิถุนายนของทุกปี โดยมีหลักฐานประกอบการยื่นขอ รับทุนดังนี้

1. แบบขอรับทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ตามที่มูลนิธิกำหนด
2. แบบแสดงผลการเรียน
3. สำเนาทะเบียนบ้าน

     นอกจากนี้ ยังให้ทุนการศึกษาแก่ครูที่กำลังศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อส่งเสริมให้ครูได้พัฒนาตนเองในด้านความรู้ และความก้าวหน้า ในการประกอบอาชีพครู ทุนการศึกษาดังกล่าวเป็นทุนที่ให้เปล่า ไม่มีข้อผูกพันใด ๆ และไม่ต่อเนื่อง ทุนละ 4,000 บาท สำหรับจำนวนทุนจะ ประกาศให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป สมาชิกคุรุสภาผู้ขอรับทุนต้องยื่นความประสงค์โดยมีหลักฐานประกอบการยื่นขอรับทุน ดังนี้

1. แบบขอรับทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ตามที่มูลนิธิกำหนด
2. สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภา
3. หนังสือรับรองการเป็นครู
4. หลักฐานการลงทะเบียนศึกษา
5. สำเนาทะเบียนบ้าน
6. สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
7. หลักฐานอื่น ๆ ที่ประกอบความประพฤติการได้รับรางวัลและบำเพ็ญประโยชน์ (ถ้ามี)

7. กองทุนสวัสดิการเพื่อสมาชิกคุรุสภา

     กองทุนสวัสดิการเพื่อสมาชิกคุรุสภา จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกคุรุสภา ที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง หรือเจ็บป่วยด้วยอาการ ทุกข์เวทนา อย่างแสนสาหัส หรือทุพพลภาพ สมาชิกคุรุสภาจะได้รับการช่วยเหลือตามความสาหัสของอาการบาดเจ็บ โดยให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ 1,500 บาท จนสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สมาชิกคุรุสภาที่ประสบภัยดังกล่าวต้องยื่นหลักฐานประกอบการขอรับความช่วยเหลือ ดังนี้

1. แบบขอรับความช่วยเหลือพร้อมหนังสือรับรองตามที่กองทุนกำหนด
2. สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภา
3. สำเนาทะเบียนบ้าน
4. หนังสือรับรองตามแบบที่กำหนด

8. กองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพครู

      เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปีพ.ศ. 2535 คุรุสภาได้จัดตั้งกองทุน เพื่อพัฒนาคุณภาพครูขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติฯ และเพื่อนำเงินดอกผลจองกองทุนมาใช้ประโยชน์ในการส่งเสริม เพิ่มพูนความรู้ความ สามารถในการประกอบอาชีพครู ให้ครูมีประสิทธิภาพและมาตรฐานความรู้ความสามารถทางวิชาการ เทคนิค วิธีการจัดกระบวนการเรียนการสอน และการวัดผล เพื่อนักเรียนจะได้มีผลการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

สถานที่ติดต่อขอรับความช่วยเหลือ จากมูลนิธิหรือกองทุนของคุรุสภา

- สมาชิกคุรุสภาในกรุงเทพมหานคร ติดต่อที่ฝ่ายมูลนิธิและกองทุน กองสวัสดิการและสวัสดิภาพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา อาคาร 3 ชั้น 3 โทร. 2826846 , 2825780 ต่อ 301
- สมาชิกคุรุสภาในส่วนภูมิภาคติดต่อที่สำนักงานคณะกรรมการคุรุสภาจังหวัดหรือ สำนักงาน คณะกรรมการคุรุสภาอำเภอที่สมาชิกสังกัด 



โรงเรียนราชินี 444 ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ 0-2221-1501 อัตโนมัติ 8 เลขหมายโทรสาร 0-2222-6883